ข้อแนะนำนี้เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ป่วยที่ใช้เคมีบำบัด หรือผู้ป่วยที่ทำเคมีบำบัด ก่อนอื่นต้องรู้จักก่อนว่า การทำเคมีบำบัด หรือ Chemotheoapy นั้นคืออะไร ทำไมถึงต้องทำเคมีบำบัด??? การทำเคมีบำบัดคือการใช้ยาเพื่อรักษาโรค ซึ่งมาจากคำ 2 คำ มารวมกันคือคำว่าเคมี (Chemical) และบำบัด (Therapy) หรือรักษา (Treatment) ปัจจุบันเคมีบำบัดใช้สำหรับการรักษาโรคมะเร็งเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากเซลล์มะเร็งนั้น เป็นเซลล์ที่ผิดปกติ ไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโต หรือถูกกำจัดออกไปโดยง่ายเหมือนวิธีการผ่าตัดทั่วไป ต่างจากเซลล์ปกติที่มีการแบ่งตัว และเจริญเติบโตเมื่อร่างกายสั่งควบคุมในส่วนของจิตสำนึก เคมีบำบัดทำงานโดยเข้าไปขัดขวางการเจริญเติบโต หรือการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกตินั้น ให้ช้าลงและทำลายเซลล์ที่อาจเป็นมะเร็ง ที่กำลังแบ่งตัวดังกล่าว

ข้อแนะนำ ผู้ป่วย ที่ใช้เคมีบำบัด

เซลล์ปกติที่กำลังเจริญเติบโต หรือกำลังแบ่งตัวนั้น จะถูกผลกระทบจากการทำเคมีบำบัด เป็นต้นว่า ไขกระดูกซึ่งมีหน้าที่ผลิตเซลล์เลือดแดง เซลล์บุผนังทางเดินอาหาร (ปาก, คอ, กระเพาะอาหาร, ลำไล้เล็ก) และรากผม จะเกิดผลกระทบขึ้นทำให้เซลล์ปกติหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราว หรือตาย อาการข้างเคียงของการใช้เคมีบำบัดดังกล่าว คือ โลหิตจาง, คลื่นไส้อาเจียน, ผมร่วง แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้ตระหนักถึงอาการข้างเคียงเหล่านี้ และสามารถทำให้ลดน้อยลง หรือป้องกันได้ด้วยการเสริมการบำบัดชนิดอื่นที่เหมาะสมเพิ่มเติม

อาการข้างเคียงของการทำ เคมีบำบัด

เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร ยาบำบัดมะเร็งทำให้ระคายเคืองต่อเซลล์บุทางด้านอาหาร แล้วยังมีผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมการอาเจียน ดังนั้นผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน แต่แพทย์สามารถให้ยาอื่นเพื่อลดอาการดังกล่าว และผู้ป่วยสามารถเปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหารเพื่อลดอาการ เหล่านั้นจึงรวมถึงการรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งเพื่อไม่ให้อิ่มเกินไป อย่ารับประทานอาหารที่จืดหรือร้อนจัด ให้ลดของเหลวระหว่างรับประทานอาหารที่หวานจัด อาหารทอด อาหารที่มันและอาหารที่มีกลิ่นแรงควรหลีกเลี่ยง ให้อยู่ห่างจากห้องครัวเวลามีการปรุงอาหาร เพื่อหลีกกลิ่นอาหาร ถ้าต้องการทำอาหารเองให้ทำในวันที่คุณรู้สึกแข็งแรง และทำทีเดียวสำหรับหลายมื้อเก็บเอาไว้

เกิดอาการท้องร่วงและท้องผูก อาจมีสาเหตุมาจากยาบำบัดมะเร็ง ถ้าท้องร่วงนานเกิน 24 ชั่วโมง ให้แจ้งแพทย์ทราบ ถ้าท้องร่วงให้รับประทานอาหารที่เป็นของเหลวใสเพื่อย่อยง่าย ดื่มของเหลวที่ใช้แทนอาหารมาก ๆ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสีย หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียเป็นตะคริว เช่น กาแฟ, ถั่ว, ถั่วเปลือกแข็ง, กระหล่ำปลี, ผ้าคะน้า, ดอกกะหล่ำ ของหวานและอาหารรสจัด หลีกเลี่ยงนมและอาหารที่ทำมาจากนม เพราะทำให้อาการท้องร่วมเลวลง เพื่อป้องกันอาการท้องผูกให้ดื่มน้ำมาก ๆ หรือน้ำเกลือแร่ เพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวง่ายขึ้น และรับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารสูง เช่น รำข้าว, ผักและผลไม้สด ขนมปังที่ทำจากข้าวหรือข้าวสาลีที่ไม่ได้เอารำออก ให้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันปกติ

ยาบำบัดมะเร็งอาจเป็นสาเหตุของปากและคอแห้งหรือมีแผลเปื่อยในปากและคอ ของเหลวและอาหารที่มีน้ำผสม จะช่วยไม่ให้ปากแห้ง ถ้ามีแผลเปื่อยในปากให้ปรึกษาแพทย์

ปัญหาจากเซลล์เม็ดเลือดแดงลดลง เกิดจากเคมีบำบัดจากระบบเซลล์ปกติและไขกระดูก ไขกระดูกเป็นเนื้อเยื่ออยู่ในกระดูก ซึ่งผลิตเซลล์เม็ดเลือดทุกชนิด เซลล์เม็ดเลือดแดงนำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าเซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ เนื่องจากเคมีบำบัดทำให้อวัยวะต่าง ๆ และกล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สภาวะนี้เรียกว่าโรคโลหิตจาง จะมีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง มีความเหนื่อยอ่อน เซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ ความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับแบคทีเรือและไวรัสจะลดลง เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อให้ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงคนหนาแน่น หรือคนที่มีโรคติดต่อ พยายามอย่าทำให้เกิดบาดแผลหรือรอยถลอกที่ผิวหนัง เช่น ใช้ที่โกนหนวดไฟฟ้าชนิดใบมีดโกน ห้ามบีบแกะสิว ห้ามใช้แปรงสีฟันชนิดแข็ง หรือไหมขัดฟัน ถ้ามีบาดแผลหรือถลอกที่ผิวหนังให้ทำความสะอาดด้วยสบู่และน้ำอุ่นทันที

เกร็ดเลือดช่วยทำให้เลือดหยุดไหลหลังจากได้รับบาดเจ็บ จำนวนเกร็ดเลือดอาจจะลดลง เนื่องจากเคมีบำบัด ในกรณีนี้แผลบาดหรือแผลฟกซ้ำอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับจำนวนเกร็ดเลือดต่ำห้ามใช้ยาโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์

เกิดอาการผมร่วง จากการใช้เคมีบำบัด ปกติอาการผมร่วงจะเป็นชั่วคราว ผมอาจเริ่มขึ้นระหว่างการรักษาบางครั้งผมที่ขึ้นใหม่มีสี และสภาพของเส้นผมต่างไปจากเดิม การทำให้หนังศีรษะเย็นลงก่อนหรือหลังการให้เคมีบำบัด ช่วยป้องกันหรือลดอาการผมร่วงของผู้ป่วยบางคนปรึกษาแพทย์ว่าการทำให้หนังศีรษะเย็นเหมาะสมหรือไม่

อาการข้างเคียงอื่น ผุ้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบอย่างสม่ำเสมอถึงการเปลี่ยนแปลงของอาการที่เกิดขึ้น เช่น รอบประจำเดือนเปลี่ยนไป ความรู้สึกเฉพาะแห่งคล้ายมีของเหลวคั่งหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันทีเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้ ที่แสดงว่ามีอาการติดเชื้อ หรือมีเลือดไหล

  • อุณหภูมิร่างกายเกิน 100 องศาฟาเรนไฮต์
  • หนาวสั่น สั่น มีเหงื่อออกเวลากลางคืน
  • อาการไออย่างรุนแรง หรือคออักเสบ
  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง เป็นระยะเวลานานและควบคุมไม่ได้
  • เวลาปัสสาวะมีอาการปวดแสบ
  • ปัสสาวะมีเลือดปน
  • เลือดออกที่เหงือก หรือจมูก หรือมีอาการเขียวช้ำ

ห้ามใช้ยาทุกชนิดรวมทั้งแอสไพริน เพื่อบรรเทาอาการไข้ และให้ปรึกษาแพทย์

ยาชนิดรับประทาน สำหรับผู้ป่วยที่ใช้เคมีบำบัด เคมีบำบัดชนิดรับประทานมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะเป็นวิธีให้ยาผู้ป่วยที่สะดวกที่สุด เมื่อกลีนยาลงไปจะถูกดูดซึม เข้าสู่กระแสเลือดทางเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร และเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ยาบางชนิดไม่สามารถให้ทางวิธีนี้ได้เพราะอาจทำลายเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร ด้วยวิะนี้ยาบางชนิดสามารถให้ได้โดยวิธีฉีดเท่านั้น

ยาฉีดชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ยาบางชนิด มีประสิทธิภาพดีที่สุดเมื่อถูกปล่อยอย่างช้าเข้าสู่กระแสเลือด ยาชนิดนี้จะถูกฉีดเข้ากล้ามเนื้อมากกว่าฉีดเข้าหลอดเลือกโดยตรง

ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือผสมกับของเหลวอื่นที่ให้ทางหลอดเลือดดำ ยาที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือทำลายเนื้อเยื่อ จะถูกฉีดเข้าหลอดเลือดดำและกระแสเลือดโดยตรง ดังนั้นกระแสเลือดจะทำให้ยาเจือจางอย่างรวดเร็วและเริ่งทำงานได้ทันที

การรักษาที่บ้านสำหรับผู้ป่วยที่ใช้เคมีบำบัด

การให้เคมีบำบัดแก่ผู้ป่วยนอก ไม่จำเป็นต้องพักที่โรงพยาบาลผู้ป่วยสามารถรับประทานยาเองได้ สำหรับยาฉีดต้องให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้ให้ที่คลีนิกหรือที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องไปฉีดที่โรงพยาบาล เคมีบำบัดชนิดรับประทานสะดวกที่สุด เพราะผู้ป่วยรับประทานเองได้ เมื่อรับประทานยาเองที่บ้านคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับใช้ยาและเวลา ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ยารับประทานอาจจะผสมน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่ม เพื่อให้รสชาติดีขึ้น ถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์

อาหารและกิจวัตรประจำวันสำหรับผู้ป่วยที่ใช้เคมีบำบัด

ในเรื่องอาหาร การรักษาสมดุลของอาหารเป็นสิ่งสำคัญ การบำรุงด้วยอาหารที่ดีช่วยให้ผู้ป่วยต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ได้ อธิบายอาหารประจำวันแก่แพทย์ ซึ่งแพทย์อาจมีข้อแนะนำให้ปรับปรุงเกี่ยวกับอาหารประจำวันเพื่อให้ได้สารอาหารแบบสมบูรณ์ ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดอาจมีความอยากรับประทานอาหารน้อยกว่าปกติ ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารแต่น้อยวันละ 5-6 ครั้ง แทนที่จะรับประทานวันละ 3 มื้อ มื้อละมาก ๆ ยาต้านมะเร็งบางครั้งมีผลทำให้รสชาติของอาหารเปลี่ยนแปลง มีรายงานว่าผู้ป่วยจำนวนมาก ความอยากรับประทานอาหารเนื้อสัตว์สีแดงหายไป เพราะว่าเคมีบำบัดทำให้รสชาติของอาหารขม เราอาจทำให้รสชาติของอาหารดีขึ้น โดยใช้ซอสถั่วเหลือง หรือน้ำผลไม้ช่วยในการปรุงอาหาร ภาชนะโลหะ ซึ่งสามารถทำให้รสชาติของอาหารขม ใช้ภาชนะพลาสติก สามารถลดความขมลงได้

ยาต้านมะเร็งบางชนิดมีผลกระทบต่อกระเพาะปัสสาวะและไต อาจต้องรับประทานน้ำหรือของเหลวเพิ่ม ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ ควรตระหนักว่าแอลกอฮอล์เป็นยาชนิดหนึ่ง ปรึกษาแพทย์ว่าแอลกอฮอล์แทรกแซงยาต้านมะเร็งหรือไม่ อาจต้องจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ ระหว่างได้รับเคมีบำบัดอยู่ ปรึกษากับแพทย์ถึงการเปลี่ยนแปลงความอยากอาหารหรือนิสัยของการรับประทานอาหาร ผู้ป่วยและแพทย์ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ได้รายการอาหารที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้

กิจวัตรประจำวันตามปกติสำหรับผู้ป่วยที่ใช้เคมีบำบัด

ให้ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ นอกจากแพทย์แนะนำเป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตามผู้ป่วยจำเป็นต้องพัก 1 ถึง 2 วัน หลังจากได้รับเคมีบำบัดแต่ละครั้ง ถ้าผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลียติดต่อกันเป็นระยะเวลานานมีอาการมึนงง รู้สึกหนาวสั่นหรือมีอาการหายใจไม่ออก แจ้งให้แพทย์ทราบทันที อาจเป็นสัญญาณบอกถึงอาการโรคโลหิตจาง ซึ่งเป็นสภาพที่จำนวนเม็ดเลือดแดงแต่ำกว่าปกติ ถ้าแพทย์บอกว่ามีอาการโลหิตจาง ให้พักผ่อนให้มากรับประทานผักใบเขียว เนื้อสัตว์ และตับเพิ่ม เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารมึนงง ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้ว ยังคงมีอาการมึนงงให้ปรึกษาแพทย์และพยาบาล

ขอบคุณบทความที่ดี จาก น.อ. ประโพธ เกาสายพันธ์ ร.น. / รองผอ.กวภ.พร.กรมแพทย์ทหารเรือ เรื่อง ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ใช้เคมีบำบัด

น้ำตาลนาโน อาวุธใหม่พิฆาตมะเร็งร้าย

การรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือที่นิยมเรียกว่าคีโมนั้น เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกำจัดเซลล์มะเร็งร้ายของการแพทย์แผนปัจจุบัน เทียบได้กับการกระหน่ำปืนลูกซองยิงกระสุนลูกปรายเข้าใส่ผู้ก่อการร้ายซึ่งอยู่ท่ามกลางผู้บริสุทธิ์ ทำให้ต้องพบชะตากรรมที่ไม่แตกต่างกัน ยังผลให้ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมาน

คณะนักวิจัยนำโดย ดร.แดน เพียร์ และศ.ริโมนา มาร์กาลิต มหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล ประสบความสำเร็จในการคิดค้นโมเลกุลน้ำตาลนาโน ซึ่งสามารถจับได้กับรีเซ็ปเตอร์จำเพาะของเซลล์มะเร็งเท่านั้น และปล่อยสารเคมีเข้าไปในเซลล์มะเร็งดังกล่าวโดยตรง ส่งผลให้สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ และไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติ ยังผลให้ผู้ป่วยเผชิญกับอาการแพ้สารเคมีที่น้อยลงมาก เนื่องด้วยปริมาณสารเคมีที่น้อยลง

ดร.เพียร์ กล่าวว่า โมเลกุลน้ำตาลดังกล่าว เปรียบได้กับระเบิดดาวกระจาย หรือคลัสเตอร์ บอมบ์ ที่นำวิถีพุ่งตรงเข้าหาเซลล์เป้าหมายก่อนจะปล่อยตัวยาเข้าใส่แบบปูพรมภายในเซลล์มะเร็ง โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งปอด เม็ดเลือด ลำไส้ เต้านม มดลูก ตับอ่อน และมะเร็งสมองบางประเภท ทั้งตัว โมเลกุลน้ำตาลซึ่งทำหน้าที่เป็นพาหนะถูกสังเคราะห์ขึ้นจากสารอินทรีย์ และสามารถย่อยสลายตัวเองได้หลังจากทำหน้าที่เสร็จจึงมีความปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากกว่าการบำบัดด้วยวิธีอื่นที่ใช้อยู่ในการแพทย์แผนปัจจุบัน

โดยบริษัทเวชภัณฑ์ ORUUS ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐ ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปจดสิทธิบัตร และเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบความปลอดภัยทางการแพทย์ภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี